ป้ายกำกับ:, ,

เจาะ 4 ประเด็น แมนยู ย้ำแค้น เชลซี

เจาะ 4 ประเด็น แมนยู ย้ำแค้น เชลซี

เชลซี

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอกย้ำความช้ำให้กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่เชลซี อีกครั้งเมื่อนำ “ปีศาจแดง” บุกเฉือน 2-1 ที่สนามสแตมฟอร์ด บริจด์ ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันพุธที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา

แมตช์นี้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ โชว์ฟอร์มโดดเด่นในแดนกลาง โดยความขยันและทุ่มเทของเขาช่วยทำให้ “ผีแดง” กดแผงมิดฟิลด์ “สิงห์บลูส์” ได้อยู่หมัด ขณะที่ แดเนี่ยล เจมส์ ยังคงมีความเร็วที่น่ากลัว และหากแนวรับเข้าพรวดโอกาสเสียจุดโทษก็มีให้เห็น ซึ่งก็เกิดขึ้นในแมตช์นี้

ขณะเดียวกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด แสดงให้แฟนบอล “ปีศาจแดง” ทั่วโลก ได้เห็นแล้วว่าเขาสามารถแบกรับแรงกดดันในการยิงจุดโทษได้ ที่สำคัญเจ้าตัวยังโชว์ทีเด็ดยิ่งกว่านั้นกับการยิงประตูสุดสวยจากลูกฟรีคิกที่เหมือนกับสิ่งที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เลยทีเดียว

1. สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทดแทน ปอล ป็อกบา ได้ดีเยี่ยม

เชลซี

สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ อาจจะไม่ได้มีพรสวรรค์หรือศักยภาพในการเล่นบอลเทียบเท่า ปอล ป็อกบา แต่ในเวลานี้เขาเป็นนักเตะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดไม่ได้จริงๆ เนื่องจากพลังการขับเคลื่อนแบบสู้ไม่ถอยช่วยชดเชยการขาดหายไปของ ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ได้เป็นอย่างดี

ต้องยอมรับว่า “บิ๊กแม็ค” ระเบิดฟอร์มให้กับ “ปีศาจแดง” ในฤดูกาลนี้ และเป็นอีกครั้งที่เขายังคงเล่นได้อย่างโดดเด่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้ว่าเจ้าตัวต้องสู้กับแผงกองกลางที่เต็มไปด้วยแข้งพรสวรรค์อย่าง จอร์จินโญ่ กับ มาเตโอ โควาซิช แต่ก็สามารถบดบังรัศมีของทั้งคู่ได้เรียบวุธ

เชลซี

แน่นอนว่าบางทั้งผลงานของ กองกลางทีมชาติสกอตแลนด์ อาจจะไม่ได้สวยหรูมากนัก และบางครั้งอาจจะดูไร้ราคาด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ แม็คโทมิเนย์ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นนักเตะสำคัญที่ โซลชา ขาดไม่ได้แล้ว

2. มิชี่ บาตชูอายี่

เชลซี

การที่ แทมมี่ อับราฮัม กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรงและยิงประตูให้กับต้นสังกัดได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ มิชี่ บาตชูอายี่ จะเบียดขึ้นมาเป็นตัวจริง อย่างไรก็ตามฟอร์มการเล่นที่แสนโดดเด่นของเจ้าตัวในเกมกับ “ปีศาแจดง” น่าจะทำให้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กล้าให้เขาลงสนามมากยิ่งขึ้น

สำหรับเกมนี้เป็นแมตช์ที่ 2 เท่านั้นที่ ดาวเตะชาวเบลเยียม ได้ลงเล่นตัวจริงในฤดูกาลนี้ และเขาก็สามารถฉกฉวยโอกาสในการสร้างผลงานให้ “แลมพ์ส” ประทับใจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเล่นเกมรุก และปั่นป่วนแนวรับของ “เร้ด เดวิลส์” ได้เรื่อยๆ

เชลซี

ขณะที่จังหวะที่โดดเด่นที่สุดของ บาตชูอายี่ คงหนีไม่พ้นการเลี้ยงโซโล่เดี่ยวจากครึ่งสนามเบียด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และกองหลังของทีมเยือน เข้าไปตะบันเต็มข้อตีเสมอให้ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในช่วงนาทีที่ 60 ถือเป็นการยืนยันเครื่องหมายการค้าของเขาในการจบสกอร์ที่เด็ดขาด

3. แดเนี่ยล เจมส์

เชลซี

เกมรุกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รับการยกย่องว่าเต็มไปด้วยความรวดเร็ว โดยเฉพาะ แดเนี่ยล เจมส์ ที่ระเบิดฟอร์มฮอตต่อเนื่อง ที่สำคัญความไวของเขาสร้างปัญหาให้กับเกมรับของ เชลซี ได้ตลอด โดยเฉพาะยามที่อยู่ในเขตโทษกองหลังต้องระมัดระวังให้ดี

ก่อนหน้านี้เขาสามารถเรียกจุดโทษให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้หลายครั้งในฤดูกาลนี้ โดยก่อนเกมนี้ก็เพิ่งช่วยให้ “เร้ด เดวิลส์” ได้จุดโทษในเกมไล่อัด นอริช ซิตี้ ขณะที่ล่าสุดในแมตช์ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ยังคงเป็น เจมส์ ที่เรียกจุดโทษให้ต้นสังกัดได้อีกครั้ง

เชลซี

เห็นได้ชัดว่าความเร็วของ เจมส์ ทำให้ มาร์กอส อลอนโซ่ เข้าพรวดจนเป็นเหตุให้ทีมต้องเสียเปรียบ แน่นอนว่าสไตล์การเล่นของ โซลชา ที่เน้นเกมสวนกลับจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี ดาวเตะทีมชาติเวลส์ เป็นตัวสนับสนุน เพราะหลายครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สวนกลับ หากบอลอยู่ที่เท้าของ “เจ้าหนูเจมส์” เป็นเรื่องยากมากที่จะวิ่งไล่ตามทัน

4. มาร์คัส แรชฟอร์ด

เชลซี

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดคำถามเกี่ยวกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ว่ามีความมั่นใจมากพอที่จะรับหน้าที่สังหารจุดโทษให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกไหม หากว่าทีมได้จุดโทษ และเกมนี้เจ้าตัวแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาก้าวข้ามคำว่า “กลัว” ไปจนหมดสิ้น

ไม่ใช่แค่จุดโทษเท่านั้นที่ แรชฟอร์ด กล้ายิง แม้แต่การรับหน้าที่ยิงฟรีคิก หัวหอกทีมชาติอังกฤษ ก็ไม่หวาดหวั่น และเกมนี้เป็นบทพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าเขาพัฒนาเรื่องการยิงฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษได้อย่างสุดยอดจริงๆ จนตอนนี้ต้องยกให้เป็นเบอร์ 1 ในการทำหน้าที่นี้ไปแล้ว

เชลซี
จังหวะที่ แรชฟอร์ด ยิงประตูชัยให้ทีมจากลูกฟรีคิกระยะ 30 หลา ทำให้สาวก “เร้ด อาร์มี่” นึกถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขึ้นมาทันที เพราะลูกนั้นทั้งแรงและเร็ว แน่นอนว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่ผู้รักษาประตูจะป้องกันได้ นี่คือประตูที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และทำให้ข้อสงสัยในตัว แรชฟอร์ด ไม่มีอีกต่อไป

Continue Reading